บอย ปกรณ์ เปิดหมด เผยตัวตนอีกด้านของความเกรียน และสาเหตุที่ยังไม่มีแฟน

บอย ปกรณ์

บอย ปกรณ์

บอย ปกรณ์ พระเอกหนุ่มเจ้าเสน่ห์ พี่ใหญ่แห่งบ้าน “ฉัตรบริรักษ์” พระเอกหนุ่มที่เปิดตัวในการมาด้วยลุคสุดเกรียน สร้างสีสันให้แฟนๆ และเพื่อนๆ ในวงการให้มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะได้เสมอมา หากพูดถึง “นักแสดงสายเกรียน” ในวงการบันเทิงบ้านเรา เชื่อว่าชื่อแรกที่ทุกคนจะนึกถึงนั่นคงเป็นใครไปไม่ได้

แต่เห็นเกรียนๆ ฮาๆ สร้างความสุขให้ทุกคนแบบนี้ หลายคนอาจจะไม่รู้ว่าแท้จริงอีกด้านของหนุ่มบอยนั้นเขาเป็นคนคิดมาก จริงจังตัวพ่อ มีโอกาสได้เจอหนุ่ม บอย ในกิจกรรมดีๆ Yves Rocher (อีฟ โรเช่) Act Beautiful สวยโลกไม่เสีย ณ โครงการหลวงห้วยลึก อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จังหวัดเชียงใหม่ จึงต้องชวนเจ้าตัวมาพูดคุยถึงตัวตนทั้งสองขั้ว ทั้งเกรียน และ จริงจัง ของหนุ่มบอยสักหน่อยว่ามีอะไรซ่อนอยู่บ้าง

รู้สึกยังไงกับคำว่า “พระเอกสายเกรียน” ที่หากพูดคำนี้ ใครๆ ก็ต้องนึกถึงเรา?

“เมื่อหลายปีก่อน ตอนนั้นคำว่า “เกรียน” มันมาจากเกมส์ เป็นคำที่ใช้เรียกเด็กที่เล่นเกมส์แล้วปากดีใส่กัน แกล้งกันว่าไอ้พวกเด็กเกรียนอะไรทำนองนั้น แต่พอมาถึงปัจจุบันนี้ผมว่าความหมายมันเปลี่ยนไป พอเป็นคำว่าพระเอกสายเกรียน หรือ คนสายเกรียน มันจะสื่อไปทางสายตลก สายฮา กล้าทำอะไรแปลกๆ อะไรแบบนั้นมากกว่า”

“ซึ่งผมเองก็เหมือนเป็นคนที่คนเขาบัญญัติว่าเป็นคนสายเกรียนเพราะว่าผมไม่ค่อยมีลุคที่ดูเป็นพระเอกมีมาด นิ่งๆ เรียบร้อย อะไรแบบนั้น เพราะว่าตัวตนผมเป็นแบบนั้นอยู่แล้วตั้งแต่แรก ด้วยธรรมชาติผมเป็นคนชอบอะไรที่สนุกๆ ไม่ค่อยชอบอะไรเครียดๆ  แต่ผมก็มีมุมซีเรียสของผมนะ ผมเป็นคนคิดมาก เป็นคนขี้กังวล แต่ผมว่าใครๆ ก็ชอบมุมที่มันสนุก และผมก็ชอบความสนุก ถ้าเราสนุกแล้วคนรอบข้างสนุกด้วยมันก็เป็นสิ่งที่ดี ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่อยากเครียด”

“และในอีกมุมหนึ่ง ในฐานะที่ผมเป็นนักแสดงผมรู้สึกว่าความสนุก ความฮา มันทำให้คนที่ดูเราเขารู้สึกว่าเราเข้าถึงง่ายด้วย แต่เราไม่ได้ตั้งใจทำเพื่อให้ตลกนะ แต่ว่าเราเป็นคนตลกอยู่แล้ว ทำให้คนกล้าที่จะเข้ามาหาเรา พูดง่ายๆ คือ เข้าถึงง่ายนั่นแหละ”

บางคนอาจจะคาดหวังความฮา ความเกรียนจากเรา โดยลืมไปว่าเราก็มีมุมเครียดๆ เหมือนกัน?

“ถ้าเป็นงานผมก็ไม่อยากให้คาดหวังว่ามันต้องเฮฮา หรือ ออกแนวเกรียนตลอด เพราะว่าในแต่ละงานของเรามันต้องมีความหลากหลาย เช่น ละครก็ต้องรับในหลายบทบาท หลายคาแร็กเตอร์ เฮฮาบ้าง ดราม่าบ้าง แอ็คชั่นบ้างก็ว่ากันไป แต่ถ้าในกรณีที่เป็นงานสายอื่น เช่น พิธีกร คุณจะได้เจอความเฮฮาของผมแน่นอน หรือ แม้แต่คุณเจอผมข้างนอก เจอตามสถานที่ต่างๆ คุณก็จะได้เจอผมในมุมเฮฮาเหมือนกัน”

“ถ้าพูดถึงทุกคนก็ต้องมีมุมส่วนตัว ผมก็เป็นคนหนึ่งที่มีมุมส่วนตัวเช่นกัน แต่ความเฮฮาที่ให้กับทุกคนเป็นสิ่งที่ผมตั้งใจ คล้ายๆ กับว่าเป็นสิ่งที่ผมต้องทำเป็นประจำ ทุกๆ วันที่ผมใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเดินห้าง หรือ ไปเดินที่ไหนแล้วเจอผู้คน ถ้าคนเดินเข้ามาพูดคุยทักทาย ถ่ายรูป ผมถือว่านั่นคือหน้าที่ของผม นั่นคืองานของผมอย่างหนึ่งเหมือนกัน เพราะฉะนั้นใครที่เจอผมก็คาดหวังได้ว่าจะได้รับความเฮฮาจากผม เพราะผมถือว่าเมื่อเขาเห็นเราจากสื่อต่างๆ ว่าเราเป็นคนเฮฮา เวลาเขามาเจอตัวจริงผมก็ต้องเป็นแบบนั้นให้เขาเหมือนกัน”

“แต่ถ้าในบางที ยกตัวอย่าง เช่น ผมกำลังทำงานอยู่ หรือ กำลังติดภารกิจอะไรก็ตาม เราก็จะบอกว่าเขาว่าขอแป๊บนึงนะครับ ขอทำนั่น ทำนี่ก่อน แต่เดี๋ยวจะถ่ายรูปด้วยแน่นอน ผมเป็นคนขี้เกรงใจและชอบคิดแทนคนอื่น อย่างเมื่อก่อนผมไม่ได้เป็นคนที่ติดตามดารามากนัก มียู่ยุคนึงที่ผมถ่ายโฆษณา ตอนนั้นเป็นเอ็กซ์ตร้าอยู่เลย ซึ่งตอนนั้นพี่ พอลล่า เทเลอร์ ดังมาก ผมก็มีโอกาสได้ไปเป็นเอ็กซ์ตร้าให้โฆษณาของพี่เขา เราเห็นเขาแล้วรู้สึกว่าพี่เขาโคตรน่ารักเลย อยากถ่ายรูปด้วย ผมก็เลยเข้าใจความรู้สึกของคนที่ได้เจอศิลปินที่เขาชอบมากๆ และการจะเดินเจอดาราทีนึงมันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะฉะนั้นอะไรที่เราทำให้เขาได้เราก็ทำ เพราะสำหรับเขาแค่ถ่ายรูปกับเรา ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาที เขาก็แฮปปี้แล้วครับ”

มนุษย์เราต้องมีโมเมนต์ที่ไม่พร้อมจะพบเจอ หรือ พูดคุยกับผู้คนบ้าง เราจัดการกับห้วงอารมณ์นั้นยังไง?

“มีครับ ผมก็มีอารมณ์แบบนั้น แต่ผมจัดการง่ายๆ เลย คือ ถ้าเราอยู่ในภาวะเครียด หรือ ไม่พร้อมจะเจอใคร ผมจะจัดการกับตัวเองด้วยการไม่ออกไปเจอใครเลย (หัวเราะ) เราจะพยายามไม่เอาตัวเองไปในจุดที่ต้องเจอคนเยอะๆ ในขณะที่เราไม่พร้อม ผมจะอยู่กับตัวเองให้เคลียร์ก่อน”

เราเคยมีประสบการณ์อะไรที่เรารู้สึกว่าไม่น่าทำหรือเปล่า?

“มีครับ อันนี้ผมไม่ได้พูดให้ตัวเองดูดีนะ คือ ผมถ่ายงานอยู่ แล้วมีคนเดินมาขอถ่ายรูป ซึ่งผมก็บอกเขาว่าแป๊บนึงนะ เพราะผมรู้แล้วว่างานที่ผมถ่ายไม่เกิน 3 นาที ก็เสร็จแล้ว แล้วหันมาอีกทีปรากฏว่าเขาไปแล้ว ผมไม่ได้โกรธเขาว่าเขารอไม่ได้นะ แต่ผมกลัวเขาโกรธ กลัวเขาคิดว่าทำไมเราไม่ให้เขาถ่าย ผมนอยด์ตรงนี้ วันนั้นผมตามหาเลย พอเจอรีบกวักมือเขามาถ่าย (หัวเราะ)”

“แล้วก็มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมรู้สึกไม่ดีมากๆ วันนั้นผมไปพารากอน แล้วตอนนั้นผมคุยโทรศัพท์ คุยงานอยู่ มีคนมายืนข้างหน้าผมแล้วบอกว่าขอถ่ายรูป ผมก็ทำมือส่งสัญญาณ แล้วก็พูดแบบไม่ออกเสียงกับเขาว่าแป๊บนึงนะๆ เพราะติดสายอยู่ แต่พอคุยเสร็จเขาไม่อยู่แล้ว ผมรู้สึกผิดมาก ก็เลยโพสต์ในสตอรี่ไอจีเลยว่า คนที่มาขอผมถ่ายรูปที่พารากอน ผมขอโทษด้วย เพราะผมหันกลับมาผมไม่เจอแล้ว ถ้าเจอคราวหน้ามาขอผมถ่ายอีกนะ (หัวเราะ)”

“ที่ผมแคร์ตรงนี้มากๆ เพราะจริงๆ ผมไม่ใช่คนที่ตั้งใจจะเข้ามาเป็นนักแสดงตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ตอนแคสโฆษณาแรกๆ ผมคิดแค่ว่าผมได้เงิน ได้รายได้พิเศษเฉยๆ แต่ พอมาได้ทำงานตรงนี้จริงๆ แล้วรู้สึกโชคดี เพราะผมก็คิดว่าผมได้มาเป็นพระเอกได้ยังไง (หัวเราะ) โชคดีที่อยู่ดีๆ มีคนมาชื่นชอบเรา ก็เลยรู้สึกขอบคุณมากๆ และแคร์เรื่องแฟนๆ มาก อะไรที่ทำแล้วเป็นการแสดงความขอบคุณเขาได้เราก็จะทำ”

ในมุมส่วนตัวมีเรื่องไหนที่เราซีเรียสกับเรื่องนั้นมากๆ ไหม?

“ความจริงไม่ค่อยมีนะ แต่บางอย่างที่รู้สึกเกินไปสำหรับผมก็ เช่น มาถึงหน้าบ้าน มาดึกๆ มาในพื้นที่ส่วนตัวมากๆ มันอาจจะเกินไป ผมว่าเราไว้เจอกันข้างนอกดีกว่าไหมอะไรประมาณนั้นครับ”

ตัวตนของเราอีกด้านหนึ่งเป็นคนจริงจังกับชีวิตแค่ไหน?

“โอ้! เยอะ (ยิ้ม) ก็คือ เป็นคนที่อยากประสบความสำเร็จ เวลาคนถามว่าผมเป็นคนยังไง ผมก็จะบอกว่าที่ทุกคนเห็นมันแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ของผมเองนะ เพราะความจริงแล้วอีก 50 เปอร์เซ็นต์ของผม ผมเป็นคนโคตรจริงจังเลย คนที่บ้านและเพื่อนสนิทจะรู้ ผมเป็นคนคิดมาก ขี้กังวล ขี้นอยด์ จริงจังมากโดยเฉพาะเรื่องงาน อะไรก็ตามที่มันสำคัญๆ ผมจะจริงจังมากๆ แต่ผมแค่เลือกที่จะไม่เอามุมนี้ออกมาให้คนเห็นเท่านั้นเอง เพราะก็ไม่รู้ว่าจะเอาออกมาให้คนเห็นทำไม ให้เขาเห็นผมในภาพที่แฮปปี้ สบายๆ ดีกว่า บรรยากาศจะได้ดีๆ”

“ผมเป็นคนคิดเยอะมากๆ อาจจะเพราะประสบการณ์อะไรหลายๆ อย่างในชีวิตมันสอนเรา เพราะบางทีบางอย่างพลาดไปแล้วเราก็ไม่อยากจะพลาดซ้ำ ตอนนี้ถามว่าจัดการกับชีวิตได้ดีไหม ก็ถ้าเทียบเป็นกราฟก็เป็นกราฟขึ้นลงเล็กๆ ถี่ๆ มีปัญหาก็แก้ไป ไม่ได้เป็นกราฟแบบสูงมาก พีคๆ อะไรแบบนั้น ยังรับมือได้ ไม่มีอะไรที่รู้สึกหนักใจมากครับ”

แล้วเรื่องความรักล่ะ จริงจังแค่ไหน?

“ถ้าผมมีความรักผมจริงจังนะ พอมีแล้วจะซีเรียสด้วย พอมีความรักผมจะเป็นคนใช้เวลาและสมาธิอยู่กับมันเยอะมาก เพราะแบบนี้ก็เลยเป็นหนึ่งสาเหตุเหมือนกันที่ผมไม่รีบมีแฟน เพราะทุกวันนี้ผมทำงานเยอะ ผมรู้ตัวเองว่าเมื่อไหร่ที่ผมมีความรักผมจะเสียสมาธิเรื่องงาน เพราะฉะนั้นเรื่องความรักเลยเป็นอะไรที่ผมมองว่าไม่มีก็ไม่เป็นไรในตอนนี้ ที่ผ่านๆ มาเวลาใครถามว่าทำไมผมไม่มีแฟน ผมก็ต้องบอกว่าผมทำงานเยอะจริงๆ และไม่มีเวลา อันนี้ผมตอบเรื่องจริงเลยนะ ไม่ได้ตอบแบบดาราเลย”

“บางคนอาจจะมองว่าเราไม่มีเวลายังไง ยังเห็นไปกินข้าว ไปเที่ยวกับครอบครัวกับเพื่อนได้เลย ก็ต้องบอกว่าเวลาที่ผมต้องให้กับครอบครัว กับเพื่อนยังไงก็ต้องมีแน่นอน แต่ผมคิดว่าเวลาที่มีตรงนั้นมันยังไม่มากพอที่จะให้กับใครอีกคนนึง เพราะผมมองว่าการจะคุยหรือคบใครสักคนผมต้องมีเวลาที่จะโฟกัสที่เขา แต่ตอนนี้ยังมีเวลาไม่มากพอขนาดนั้น และก็ยังไม่รีบ แต่ถ้าจะมีก็มี”

“พอช่วงหลังๆ มานี้ ที่ผมบอกว่าผมเริ่มคิดเรื่องมีแฟน ซึ่งผมคิดแบบนั้นจริงๆ ด้วยอายุผมขนาดนี้แล้ว กว่าจะมีแฟน มีแฟนแล้วกว่าจะคบกันดูใจกัน กว่าจะแต่งงานมีลูก ตอนนี้ผมอายุ 36 แล้วกว่าจะไปถึงขั้นตอนการมีลูกอย่างต่ำต้องอายุ 40 ตอนเรา 60 ลูกเพิ่ง 20 เราก็คิดเหมือนกันนะ สิ่งนี้มันก็เหมือนตัวที่มาเร่งให้เราคิดเรื่องมีแฟนมากขึ้นเหมือนกัน ในอนาคตยังไงก็ต้องมีแหละ แต่ยังไม่รีบขนาดนั้น เพียงแต่ว่าคิดเรื่องนี้มากขึ้น เร่งมากขึ้น”

ปกติขี้หึงไหม?

“แต่ก่อนเป็นๆ (หัวเราะ) เป็นคนขี้หวง ขี้หึง แต่พอโตแล้วก็ดีขึ้นบ้างตามวัย”

เจ้าชู้หรือเปล่า ถึงไม่มีใครเปิดตัวสักที?

“ไม่ๆ ๆ ๆ เพราะผมเป็นคนจริงจัง เวลามีก็มีคนเดียว (ยิ้ม)”

ปกติเวลาคบใครสักคน เราคบนานไหมกว่าจะเลื่อนสถานะเป็นแฟน?

“แล้วแต่จังหวะเลย บางคนก็นาน บางคนก็ไม่นาน มันขึ้นอยู่กับคนสองคน ความพร้อมมันไม่ใช่แค่เราคนเดียว มันขึ้นอยู่กับว่าเขาพร้อมไหมด้วยครับ”

Leave Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *