ฟิล์ม รัฐภูมิ เผยเส้นทางชีวิต อายุเข้าเลข 4 มองความรักเป็นเรื่องไร้สาระ

ฟิล์ม รัฐภูมิ

ฟิล์ม รัฐภูมิ

ฟิล์ม รัฐภูมิ เผยเส้นทางชีวิต อายุเข้าเลข 4 มองความรักเป็นเรื่องไร้สาระ เรียกว่าอยู่ในวงการบันเทิงมานานกว่า 15 ปีแล้ว สำหรับนักร้อง/นักแสดงหนุ่ม ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ที่ตอนนี้นอกจากผันตัวมาเป็นนักแสดงอิสระรับงานเองแล้วนั้น แต่ก็ไม่ค่อยมีข่าวเรื่องของหัวใจ หรือเปิดตัวสาวๆ ให้แฟนๆ ได้เห็นและชุ่มช่ำบ้าง โดย ฟิล์ม รัฐภูมิ ได้เผยว่า ไม่อยากให้ทุกคนไปโฟกัสเรื่องความรัก มองเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะไปคาดเดาอะไรกับมันไม่ได้ อีกอย่างอายุกำลังจะเข้าเลข 4 แล้ว อยากทำงานและหาความสำเร็จเป็นหลักให้ตัวเองก่อน

ถามถึงเรื่องหัวใจบ้างเห็นก่อนหน้านี้ไปออกรายการหนึ่งแล้วบอกว่าไม่ค่อยอยากจะเปิดตัวเท่าไหร่ ?
“ใช่ครับ คือต้องบอกว่าตอนนี้ก็ว่าง คือไม่ได้มีอะไรที่แบบหวือหวา อย่างที่ผมบอก ผมก็จะพูดเสมอว่าผมไม่เคยเน้นเรื่องนี้ เพราะว่ามองว่ามันไม่ได้มีมุมที่น่าสนใจ มันไม่ได้มีมุมที่น่าเป็นแบบอย่าง คือหยิบมุมอื่นที่หน้าเป็นแบบอย่างแล้วน่าสนใจดีกว่า เช่นดูแลผู้มีพระคุณ ดูแลคุณพ่อคุณแม่ ทำงานสู้ชีวิต ผมก็บอกแฟนๆ ของผมประมาณนี้ว่าให้เขาหยิบมุมนี้เป็นแบบอย่าง เพราะว่าในเรื่องของความรักมันออกแบบไม่ได้ เข้าใจยากมาก มันไม่รู้เลยว่าจะมาหรือว่าจะไป มันเลยไม่มีตรงไหนเลยที่ควรจะยกมาพูด ก็เลยไม่ค่อยพูด คือเราก็ไม่อยากเห็นเด็กๆ ที่ตามเรา เขามาเอาแบบอย่าง แล้ววัยเราก็ไม่ใช่แบบนั้น”

แล้วเราไม่อยากมีครอบครัวเหรอ ?
“มันเป็นความฝันของทุกคนอยู่แล้วล่ะครับ เพราะเราก็คือคนธรรมดาคนหนึ่ง”

เปิดตัวอีกที ก็ตอนแต่งงานเลย ?
“ก็คงประมาณนั้นแหล่ะครับ แต่ว่าผมไม่ได้ไปโฟกัสตรงนั้น”

แล้วเขาจะเข้าใจเหรอ ?
“เข้าใจครับ ต้องหาคนที่เข้าใจ (หัวเราะ)”

หรือว่าที่ผ่านมาเจอแล้วมันไปในทิศทางเดียวกันไม่ได้ ?
“คือบางทีมันก็เข้ากันได้ บางทีมันก็เข้ากันไม่ได้ บางเรื่อง คำว่าคู่ชีวิตมันไม่ได้ง่าย มันยาก เราเห็นในข่าวทั่วไป มันคือชีวิตจริงมันเข้าใจยากซะเหลือเกิน”

ตอนนี้เรียกว่าโสดหรือไม่โสด ?
“ตอนนี้ผมว่าง ไม่ได้โฟกัสดีกว่า เอาเป็นว่าว่าง แล้วผมก็ไม่ได้ยุ่งกับมันเลย ผมเบื่อมากเลย ผมจะทำแต่งาน ให้ประสบความสำเร็จ”

มันปลงเพราะมันผ่านอะไรมาเยอะ ?
“คือผมว่าด้วยวัยด้วยแหละ คนที่อายุกำลังจะเลข 4 ผมมองว่าทุกคนคงจะต้องหาความสำเร็จเป็นหลัก ไม่ใช่เรื่องแบบนั้น มันไร้สาระมาก”

เรียกว่าโสดได้ไหม ?
“ก็โสด ก็ได้ครับ มันไม่มีใคร”

ที่บอกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระคือยังไง ขยายความ ?
“คือผมมองว่าความรักมันเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับผม เพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาหยิบยกมาพูดกันเพื่อเอาเป็นแบบอย่าง เพราะว่าเรามีกลุ่มเด็กตามเยอะ มีกลุ่มแฟนคลับตามเยอะ เราอยากให้เขานำที่มีสาระเอาไปเป็นแบบอย่างมากกว่าเรื่องของความรักมันมาเดี๋ยวมันก็ไป มันไม่มีอะไรที่เป็นแง่บวก มีแต่แง่ที่เอามาเม้าท์กันมากกว่า ก็เลยมองว่ามันไม่มีอะไร ที่มันเป็นสาระ นี่คือคำๆ นี้”

กลับมาคราวนี้ทั้งละคร ทั้งเพลงเลย ?
“เพลงก็เป็นแนวที่เราเคยฝันไว้ครับว่าเราอยากมีวงเป็นของตัวเอง มีเพื่อนร่วมวงที่ไม่ใช่เดี่ยว แต่ที่ผ่านมาเราก็ไม่เคยได้ทำ เพราะมันไม่เหมาะกับคาแรกเตอร์ของเรา คือผู้ใหญ่เขาก็จะอ่านเกมขาดกว่า ว่าอยากให้เราไปเต้นมากกว่า แล้วก็เป็นนักร้องเดี่ยว แต่ว่าตอนนี้ผมมองว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิต เราลองทำในสิ่งที่เราอยากจะทำดู ก็ได้น้องๆ ที่เป็นนักดนตรีมืออาชีพมาช่วยครับ ก็ทำเองทุกอย่าง ลงทุนเองหมดเลย”

คาดหวังยังไงบ้าง ?
“ก็คาดหวังอยากให้คนชอบเยอะๆ เพราะว่ามันเป็นความฝันของผม คือจริงๆ แล้ว เราชอบความเป็นวงมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ผมรู้สึกว่าเวลาเล่นสดแล้วมันสนุกกว่า อยู่บนเวทีคนเดียวมันเหงา อันนี้มันเป็นสิ่งที่เราอยากจะทำ มีเพื่อนคอยพูด มีเพื่อนช่วยตบมุก มีเพื่อนช่วยร้องแล้วก็มีวงดนตรีซัพพอร์ต “

ก่อนหน้านี้เคยมีคนดูแล แต่ตอนนี้ออกมาทำคนเดียว มาตามหาความฝันเป็นยังไงบ้าง ?
“ออกมาดูแลตัวเอง 3 เดือนแล้ว ก็รู้สึกว่าโห…คิดถึงไอซ์(ผู้จัดการ) จังเลย(หัวเราะ) ก็คือปวดหัวดีเนอะ ก็คือต้องดูงานดูบทว่าจะเล่นอะไร เพราะมีคนส่งบทมาให้เยอะ หลายค่าย ก็ต้องมานั่งอ่าน นั่งคัด แต่ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก็จะมีคนดูให้เราหมดเลย บางทีผมก็บอกว่าผมจะเล่นแค่ตลก เขาก็คัดบทตลกส่งมาให้ ดูว่าวันนี้ทำอันนั้นนะ เขาก็จะจัดสรรให้หมด อันนี้เราก็จะต้องดูแลตัวเองบวกกับธุรกิจด้วย ก็เลยจะต้องตื่นเช้ามาดูตัวเองก่อนว่าจะต้องทำอะไรบ้าง เพราะถ้าไม่จัดสรรเวลาปุ๊บ ลืมเลยเพราะว่ามันเยอะ ก็ยากครับ แต่ว่ามันก็สนุกดี มันก็ได้ทำอะไรที่เรายังไม่เคยทำ ได้ร่วมงานกับบทที่มันดีๆ ลองมาสกรีนมาอ่านดูมันก็แปลกดี”

มันทำให้ไฟลุกโชนขึ้นมากกว่าเดิม ?
“ใช่ครับ มันก็สนุกดีครับ ได้ร่วมงานกับคนในวงการเดียวกัน แต่ว่าเป็นกลุ่มทำงานที่แตกต่างกัน เพราะว่าเมื่อก่อนก็จะเป็นกลุ่มเดิมๆ แต่ว่าตอนนี้ก็แตกต่างใหม่หมด ก็มันส์ดีครับ”

ตอนนี้ก็เข้าที่เข้าทางแล้วใช่ไหมกับการมาเป็นอิสระ ?
“สบายครับ สบาย”

อันนี้คือมีคนช่วยดูแลด้วยไหม ?
“อันนี้ก็คือดูแลตัวเองกับเพื่อนผมครับ ช่วยกันครับ”

มีกังวลเรื่องการบริหารเรื่องเงินไหม ?
“ไม่ ส่วนใหญ่เราเป็นอาชีพรับจ้างอ่ะเนาะ ต้นสังกัดใดๆ ที่เราไปเล่นเค้าก็จะให้เราแฟร์ๆ อยู่แล้ว”

ทำไมถึงตัดสินใจอยากออกมาทำเอง ?
“มันไม่มีความหลากหลาย จากต้นสังกัดเดิมอยู่มา 15 ปี คือมันเดิมๆ แล้วผมก็อิ่มตัวมาก แล้วผมรู้สึกว่ามันยังไม่มีอะไรที่มันใหม่ๆ บวกกับต้นสังกัดเดิมเปลี่ยนธุรกิจพอดี เราก็ไม่ได้ถนัดแนวนั้น เราก็เลยแสวงหาว่าอะไรที่มันจะใช่กับตัวเรา เราก็ทำนั่นทำนี่ไปเรื่อยๆ บวกกับทางผู้ใหญ่ทางRS เขาให้ความเป็นเราเยอะมาก การที่ผมตัดสินใจเองได้ ผมสามารถคิดวิเคราะห์เองได้ ผมจะทำอะไรเขาก็ยินดี เพราะว่าเขารู้ว่าการที่ผมจะทำอะไรทุกอย่าง ต้องขออนุญาตเขาอยู่แล้ว แต่พอว่าวันที่เราอิสระเราก็เลยมองว่า บทตรงนี้จากนวนิยายจากบทประพันธ์ ซึ่งนักแสดงทุกคน เชื่อว่าความฝันก็คือแสวงหาบทที่ดีที่สุดนั้นคือสิ่งที่จะทำให้คุณเปล่งประกายขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง มันอยู่ที่บท แต่ถ้าเป็นส่วนของนักร้องก็อยู่ที่บทของเพลงเหมือนกัน แล้วพอผมออกมาอิสระ ผมก็ได้เห็นโลกที่เขากว้าง แล้วเขาก็ส่งบทดีๆ มาให้ เราก็เลยรู้สึกว่าทางเลือกมันเยอะขึ้น เราก็เลยต้องกลับมารับ”

เรียกว่ากลับมาเต็มตัวเลยใช่ไหม ?
“ครับ ก็กลับมาเป็นตัว แต่ว่าอีกพาร์ทหนึ่ง ผมก็ยังเป็นนักธุรกิจ เป็นนักการเมืองอยู่”

ธุรกิจคือขายตรง ?
“ธุรกิจของผมก็ทำหลายบริษัท ผมก็มีอยู่หลายบริษัท”

ก็คือควบคู่กันไป ?
“ใช่ครับ ใช่”

 

ที่มา Sanook

Leave Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *